Digital Eye Strain เมื่อยาหยอดตาไม่พอ สารสกัดจากเบอร์รี่เข้มข้นช่วยฟื้นฟูจอประสาทตาได้อย่างไร?

ในยุคที่หลายคนใช้เวลาอยู่กับหน้าจอแทบทั้งวัน ตั้งแต่ประชุมงาน ตอบแชต ไถโซเชียล ไปจนถึงดูซีรีย์ก่อนนอน อาการตาแห้ง ตาล้า ตาเบลอ หรือปวดรอบดวงตา จนหลายคนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว และมักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการใช้ยาหยอดตาเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว อาจจะกำลังเจอภาวะ Digital Eye Strain หรือภาวะตาล้าและปวดตาที่เกิดขึ้นจากการจ้องหน้าจอดิจิทัล อาการนี้ไม่ได้เกิดจากความแห้งอย่างเดียว สาเหตุหลักมักมาจากการเพ่งจอนานเกินไป และใช้สายตาหนักต่อเนื่องทั้งวัน อาการที่เจอบ่อยคือ ตาแห้ง ตาพร่า ปวดหัว และเมื่อยล้ารอบดวงตา ซึ่งพบได้ในคนที่ใช้จอดิจิทัลหลายชั่วโมงต่อวันอย่างต่อเนื่อง

สำหรับคนไทย ปัญหานี้เริ่มดูน่าเป็นห่วง เพราะข้อมูลจาก ETDA ระบุว่า คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 7 ชั่วโมง 4 นาทีต่อวัน และกลุ่ม Gen Y ใช้มากถึง 8 ชั่วโมง 55 นาทีต่อวัน ทำให้ดวงตาแทบไม่ได้พักตลอดวัน

ดังนั้น ถ้าเริ่มรู้สึกว่าหยอดตาแล้วก็ดีขึ้นแป๊บเดียว ก็กลับมาแสบตาอีก ตาแห้งอีก ควรจะไปทำความรู้จักกับต้นตอของภาวะตาล้าจากหน้าจอ เพื่อเข้าใจว่าทำไมการดูแลจากภายในผ่านสารอาหารกลุ่มเบอร์รี่เข้มข้นจึงเป็นอีกแนวทางที่หลายคนเริ่มสนใจ

รู้จัก Digital Eye Strain ภัยเงียบของคนยุคดิจิทัล

ก่อนอื่นเราต้องมารู้จักกับอาการนี้ก่อน Digital Eye Strain หรือที่บางคนเรียกว่า Computer Vision Syndrome คือกลุ่มอาการไม่สบายตาที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ มือถือ หรือแท็บเล็ตต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาการหลักที่พบได้บ่อย ได้แก่ ตาแห้ง ตาเบลอ แสบตา น้ำตาไหล ปวดหัว และปวดรอบเบ้าตา สาเหตุไม่ได้มาจากหน้าจออย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยรวมกันที่ทำให้เกิดอาการนี้ได้

  1. กะพริบตาน้อยลงโดยไม่รู้ตัว

เวลาจ้องหน้าจอ คนส่วนใหญ่มักเพ่ง และจะกะพริบตาน้อยลง ทำให้ฟิล์มน้ำตาบนผิวตาระเหยเร็ว ดวงตาจึงแห้ง เคือง และล้าได้ง่าย จึงไม่แปลกที่หลายคนจะเริ่มมีอาการช่วงบ่ายหรือเย็น

  1. ใช้กล้ามเนื้อตาเพ่งระยะใกล้นานเกินไป

การมองหน้าจอในระยะใกล้นาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อตาต้องปรับโฟกัสตลอดเวลา จึงเกิดอาการปวดกระบอกตา ตาพร่า หรือปวดศีรษะตามมาได้ โดยเฉพาะเมื่อแสงในห้องไม่เหมาะสม หรือจออยู่ใกล้ตามากเกินไป

  1. ความเครียดสะสมจากแสงและการใช้ตาอย่างหนัก

แม้แสงสีฟ้าจากอุปกรณ์จะไม่ใช่ต้นเหตุเดียวของภาวะตาล้า แต่การรับแสงจากหน้าจอเป็นเวลานานร่วมกับการพักสายตาไม่พอ ก็เพิ่มภาระให้ดวงตาและการมองเห็นได้

Digital Eye Strain หรือที่บางคนเรียกว่า Computer Vision Syndrome คือกลุ่มอาการไม่สบายตาที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ มือถือ หรือแท็บเล็ตต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาการหลักที่พบได้บ่อย ได้แก่ ตาแห้ง ตาเบลอ แสบตา น้ำตาไหล ปวดหัว และปวดรอบเบ้าตา

อาการที่บ่งบอกว่าเรากำลังเผชิญกับภาวะตาล้า

หลายคนปล่อยผ่านกับอาการตาล้า เพราะคิดว่าแค่นอนพักก็คงหาย แต่ถ้าเริ่มมีอาการเหล่านี้ซ้ำ ๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า ดวงตากำลังทำงานหนักเกินไป

  1. ตาแห้ง แสบตา เคืองตา

เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด เพราะเวลาจ้องหน้าจอเราจะกะพริบตาน้อยลง น้ำตาจึงเคลือบผิวตาได้ไม่ดี ทำให้รู้สึกฝืดตา แสบตา หรือเหมือนมีฝุ่นอยู่ในตาตลอดเวลา บางคนต้องหยอดตาบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งแปลว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่ความแห้ง แต่เป็นพฤติกรรมการใช้สายตาที่หนักเกินไป

  1. มองไม่คม ตาเบลอเป็นช่วง ๆ

เมื่อกล้ามเนื้อตาเพ่งนานเกินไป ระบบโฟกัสภาพของตาจะเริ่มเกิดอาการล้าทำให้มองตัวหนังสือไม่ชัด ภาพเบลอ หรือมองไกลแล้วต้องใช้เวลาปรับสายตาสักพัก อาการนี้มักเกิดช่วงบ่ายหรือช่วงเย็น หลังใช้สายตามาทั้งวัน

  1. ปวดกระบอกตา ปวดขมับ หรือปวดหัว

หากรู้สึกปวดลึก ๆ รอบดวงตา หรือเมื่อกลอกตาแล้วรู้สึกตึงๆ นั่นเป็นสัญญาณว่ากล้ามเนื้อตากำลังทำงานหนักเกินไป โดยเฉพาะในคนที่ต้องสลับมองหลายหน้าจอ หรือเพ่งรายละเอียดเล็ก ๆ ตลอดวัน เมื่อดวงตาเพ่งหนัก กล้ามเนื้อรอบดวงตาและศีรษะจะตึงตามไปด้วย 

ปล่อยไว้นาน ส่งผลเสียระยะยาวแค่ไหน?

Digital Eye Strain อาจไม่ใช่โรคร้ายเฉียบพลัน แต่ถ้าปล่อยให้ดวงตาทำงานหนักทุกวันโดยไม่ดูแลเลย คุณภาพชีวิตจะเริ่มแย่ลงอย่างช้า ๆ เช่น ทำงานได้ไม่เต็มที่ ปวดหัวบ่อย สมาธิลดลง หรือต้องพึ่งยาหยอดตาถี่ขึ้น

ที่สำคัญ อาการเรื้อรังยังสะท้อนว่าผิวตาและระบบน้ำตากำลังถูกใช้งานเกินสมดุล หากใช้ยาหยอดตาบ่อยมาก โดยเฉพาะสูตรที่มีสารกันเสียอาจเพิ่มความระคายเคืองหรือทำให้ผิวตาไวต่อสิ่งกระตุ้นได้ในบางคน หลายแนวทางการรักษาจึงแนะนำให้พิจารณาแบบ preservative-free หากต้องใช้บ่อยเกิน 4 ครั้งต่อวันหรือใช้ระยะยาว

Digital Eye Strain  อาจไม่ใช่โรคร้ายเฉียบพลัน แต่ถ้าปล่อยให้ดวงตาทำงานหนักทุกวันโดยไม่ดูแลเลย คุณภาพชีวิตจะเริ่มแย่ลงอย่างช้า ๆ เช่น ทำงานได้ไม่เต็มที่ ปวดหัวบ่อย สมาธิลดลง หรือต้องพึ่งยาหยอดตาถี่ขึ้น

ทำไมยาหยอดตาถึงเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ?

ยาหยอดตาแบบน้ำตาเทียมเป็นที่นิยมในการนำมาแก้ปัญหา เพราะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการเสียดสีบนผิวตา และทำให้สบายตาขึ้นชั่วคราว แต่หน้าที่หลักคือช่วยให้สบายตาขึ้นได้เร็ว แต่ไม่ได้แก้ทุกสาเหตุของปัญหาของภาวะตาล้าจากหน้าจอ สาเหตุจริงมาจากการกะพริบตาน้อย การเพ่งใกล้นาน และการใช้งานตาหนักต่อเนื่อง การดูแลแค่ภายนอกจึงมักไม่พอ โดยเฉพาะในคนที่ทำงานหน้าจอทุกวัน

กลไกของยาหยอดตา

ยาหยอดตาช่วยเติมความชุ่มชื้นให้พื้นผิวดวงตา คล้ายเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวตา ทำให้รู้สึกสบายตาขึ้นชั่วคราว แต่ไม่ได้ช่วยเรื่องสุขภาพของจอประสาทตา หรือภาวะเครียดสะสมที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้สายตาหนัก ๆ ได้โดยตรง

การฟื้นฟูจากภายในจึงสำคัญกว่าในระยะยาว

แนวคิดแบบ Inside-Out คือ การดูแลทั้งพฤติกรรมการใช้สายตาและเติมสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับจอประสาทตา ฟิล์มน้ำตา และการปกป้องเซลล์จากภาวะอนุมูลอิสระไปพร้อมกัน วิธีนี้จึงมักเหมาะกับการดูแลระยะยาวมากกว่า

พลังของสารสกัดเบอร์รี่เข้มข้นกับการดูแลจอประสาทตา

เบอร์รี่สีเข้มหลายชนิดมีสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติค่อนข้างสูง โดยเฉพาะกลุ่มแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) ซึ่งเป็นสารสีม่วงแดงน้ำเงินตามธรรมชาติในผลไม้สีเข้ม สารเหล่านี้จึงมีงานศึกษาหลายชิ้นนำมาพูดถึงในด้านสุขภาพตา เพราะเกี่ยวข้องกับการปกป้องเซลล์จากความเครียดออกซิเดชัน และอาจช่วยเรื่องความสบายตาในผู้ใช้จอได้

Bilberry (บิลเบอร์รี่): ราชาแห่งการถนอมสายตา

Bilberry เป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่มีแอนโทไซยานิน (Anthocyanosides) สูง และถูกใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลสายตามาอย่างยาวนาน งานวิจัยบางชิ้นพบว่าการกินบิลเบอร์รี่อาจช่วยลดอาการเมื่อยล้าจากการใช้จอ และมีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปกป้องเซลล์รับแสงและการฟื้นตัวของ โรดอปซิน (Rhodopsin) ที่ทำหน้าที่หลักในการรับแสงและแปลงสัญญาณแสงเป็นสัญญาณประสาท เพื่อให้สามารถมองเห็นได้ในที่สลัวหรือมืด

Lutein และ Zeaxanthin: เกราะป้องกันแสงสีฟ้า (Blue Light Filter)

ลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) เป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่พบสะสมอยู่หนาแน่นบริเวณ จุดรับภาพ (Macula) ของจอประสาทตา มีบทบาทช่วยกรองแสงบางส่วนตามธรรมชาติ ที่มีหน้าที่ช่วยดูดซับแสงพลังงานสูงในช่วงแสงสีฟ้า และลดความเสียหายจากความเครียดจากอนุมูลอิสระ ที่เกิดจากการใช้งานดวงตาอย่างหนักในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ มีงานวิจัยบางฉบับในกลุ่มผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ พบว่าการเสริมลูทีนอาจช่วยลดอาการล้าตา ความไม่สบายตา และอาจช่วยลดความล้าหลังใช้สายตาต่อเนื่อง  โดยคาดว่าเกี่ยวข้องกับการเพิ่มเม็ดสีปกป้องจอประสาทตา (Macular Pigment)

Antioxidants: ลดภาระอนุมูลอิสระจากการใช้สายตาหนัก

ดวงตาเป็นอวัยวะที่ไวต่อความเสียหายจากอนุมูลอิสระ การรับสารต้านอนุมูลอิสระจากอาหารและสารสกัดคุณภาพดีจึงมีเป็นผลดีในด้านสุขภาพตา โดยเฉพาะในคนที่ใช้จอนาน พักผ่อนน้อย และเจอสภาพแวดล้อมที่ทำให้ตาแห้งง่าย

หากมีอาการ Digital Eye Strain ควรกินเบอร์รี่สีเข้มหลายชนิดมีสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติค่อนข้างสูง โดยเฉพาะกลุ่มแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) ซึ่งเป็นสารสีม่วงแดงน้ำเงินตามธรรมชาติในผลไม้สีเข้ม สารเหล่านี้จึงมีงานศึกษาหลายชิ้นนำมาพูดถึงในด้านสุขภาพตา เพราะเกี่ยวข้องกับการปกป้องเซลล์จากความเครียดออกซิเดชัน และอาจช่วยเรื่องความสบายตาในผู้ใช้จอได้

สารสกัดจากเบอร์รี่ช่วยฟื้นฟูจอประสาทตาได้อย่างไร?

เมื่อดวงตาต้องเจอกับการใช้จออย่างหนักทุกวัน การนอนน้อย การพักสายตาไม่เพียงพอ รวมถึงความเครียด ก็จะส่งผลให้เซลล์รับภาพบริเวณจอประสาทตาเกิดความล้า และเสื่อมสภาพได้เร็วกว่าปกติ ดังนั้นการดูแลตนเองด้วยสารสกัดจากเบอร์รี่เข้มข้น จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของดวงตา โดยเฉพาะสารกลุ่ม Anthocyanins (แอนโทไซยานิน) ซึ่งพบมากในบิลเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ แบล็กเคอร์แรนต์ และผลไม้สีม่วงเข้มต่าง ๆ

ช่วยสนับสนุนการสร้าง Rhodopsin เพื่อมองเห็นในที่มืดดีขึ้น

Rhodopsin (โรดอปซิน) คือโปรตีนสำคัญในเซลล์รับแสงของจอประสาทตา ทำหน้าที่ช่วยให้เรามองเห็นในสภาวะแสงน้อย เช่น ตอนกลางคืน หรือในห้องมืด

เมื่อดวงตาถูกใช้งานหนักเป็นเวลานาน โรดอปซินอาจฟื้นตัวได้ช้าลง ทำให้บางคนรู้สึกตามัว หรือปรับสายตาในที่มืดได้ไม่ทัน งานวิจัยบางส่วนพบว่าสารแอนโทไซยานินจากบิลเบอร์รี่อาจช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของโรดอปซิน จึงอาจช่วยให้การมองเห็นในที่มืดดีขึ้น และลดความล้าของดวงตาได้

ช่วยดูแลจอประสาทตา ลดความเสี่ยงความเสื่อมในระยะยาว

จอประสาทตาเป็นส่วนที่ไวต่อความเสียหายจากอนุมูลอิสระสูงมาก โดยเฉพาะในคนที่ใช้หน้าจอเป็นประจำ หรืออายุมากขึ้น สารต้านอนุมูลอิสระในเบอร์รี่เข้มข้น มีบทบาทช่วยลดภาวะ Oxidative Stress ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของดวงตาตามวัย รวมถึงโรคจอประสาทตาเสื่อม (AMD)

อาหารเสริมแม้จะไม่ใช่ยารักษาโรค แต่การดูแลต่อเนื่อง ถือเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสุขภาพตาในอนาคต

เสริมความแข็งแรงให้เส้นเลือดฝอยในดวงตา

ดวงตาต้องอาศัยเส้นเลือดฝอยขนาดเล็กจำนวนมากในการลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงจอประสาทตา หากระบบไหลเวียนไม่ดีอาจทำให้ดวงตาฟื้นตัวช้า ล้าง่าย หรือพร่ามัวได้ง่ายขึ้น

สารแอนโทไซยานินในเบอร์รี่มีคุณสมบัติช่วยสนับสนุนความแข็งแรงของผนังหลอดเลือด และการไหลเวียนเลือด จึงช่วยให้ดวงตาได้รับสารอาหารได้ดีขึ้น และลดอาการล้าจากการใช้งานหนักตลอดวัน

วิธีดูแลดวงตาสไตล์ Super You สุขภาพดีเริ่มต้นที่การป้องกัน

การดูแลตาที่ดีที่สุด ไม่ใช่พึ่งแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องทำพร้อมกันทั้งพฤติกรรมและโภชนาการ

  1. ใช้กฎ 20-20-20

ทุก 20 นาที ให้ละสายตาจากหน้าจอ 20 วินาที และมองไกลประมาณ 20 ฟุต กฎนี้ถูกแนะนำอย่างแพร่หลายเพื่อลดการเพ่ง และมีงานวิจัยที่พบว่าสามารถช่วยลดอาการตาล้าจากหน้าจอได้

  1. จัดสภาพแวดล้อมให้เป็นมิตรกับดวงตา

อย่าให้จอสว่างจ้าเกินไป ปรับระยะห่างให้พอดี และอย่าลืมกะพริบตาบ่อยขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทำงานในห้องแอร์

  1. การเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสารสกัดเบอร์รี่ที่เข้มข้นและดูดซึมง่าย

ถ้าจะเลือกสารสกัดเบอร์รี่ ควรมองหาสูตรที่มีสารสำคัญชัดเจน ใช้ต่อเนื่องง่าย และไม่ทำให้การดูแลสุขภาพกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก ตัวช่วยดูแลดวงตาอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม Suuper Clear Berry Shot เบอร์รี่ช็อทเข้มข้นพร้อมดื่ม ที่ช่วยดูแลดวงตา ทั้งปัญหาตาเบลอ ตาแห้ง ตาล้า ด้วยส่วนผสม 15 ชนิด ในช็อทเดียว เช่น MIRTOSELECT (สารสกัดจากบิลเบอร์รี่), Maqui Berry Extract (สารสกัดจากมากิเบอร์รี่), Marigold Extract provides Lutein (ลูทีน), Zeaxanthin (ซีแซนทีน), Vitamin A & C 100% ThaiRDI

สำหรับคนที่มีปัญหา Digital Eye Strain ตาแห้ง ตาล้า ตาเบลอ แนะนำตัวช่วยดูแลดวงตาอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม Suuper Clear Berry Shot เบอร์รี่ช็อทเข้มข้นพร้อมดื่ม ที่ช่วยดูแลดวงตา ทั้งปัญหาตาเบลอ ตาแห้ง ตาล้า ด้วยส่วนผสม 15 ชนิด ในช็อทเดียว เช่น MIRTOSELECT (สารสกัดจากบิลเบอร์รี่), Maqui Berry Extract (สารสกัดจากมากิเบอร์รี่), Marigold Extract provides Lutein (ลูทีน), Zeaxanthin (ซีแซนทีน), Vitamin A & C 100% ThaiRDI

ดูแลดวงตาก่อนสายเกินแก้

สำหรับคนทำงานหน้าจอทุกวัน ภาวะนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป และยิ่งปล่อยไว้นาน ยิ่งกระทบทั้งประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิต ยาหยอดตายังมีสามารถใข้ได้ แต่เหมาะกับการบรรเทาอาการเฉพาะหน้า มากกว่าการดูแลระยะยาว

ถ้าอยากให้ดวงตาสู้หน้าจอ ได้ดีขึ้นในระยะยาว ควรทำ 3 อย่างควบคู่กัน คือ พักสายตาให้เป็น เติมความชุ่มชื้นให้เหมาะ และบำรุงด้วยสารอาหารที่มีบทบาทต่อจอประสาทตาและการปกป้องเซลล์ เช่น bilberry, lutein, zeaxanthin และสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ

FAQ: คำถามที่พบบ่อย

Q: ทานสารสกัดเบอร์รี่แทนการใช้ยาหยอดตาได้เลยหรือไม่?

A: ไม่ได้แทนกันตรง ๆ สารสกัดเบอร์รี่ช่วยเสริมสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพตา ส่วนยาหยอดตาช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองและเพิ่มความชุ่มชื้นได้เลยในช่วงที่ตาแห้ง หรือแสบตา ดังนั้นแนะนำว่า ในช่วงแรกอาจใช้ควบคู่กันได้

แต่ถ้าต้องหยอดบ่อยมากเกิน 4 ครั้งต่อวัน ควรพิจารณาสูตรปลอดวัตถุกันเสีย หรือปรึกษาจักษุแพทย์ แต่การทานสารสกัดเบอร์รี่เป็นประจำจะช่วยลดความถี่ในการพึ่งพายาหยอดตาลงได้เนื่องจากสุขภาพของดวงตาแข็งแรงขึ้น

Q: ต้องทานเบอร์รี่นานแค่ไหนถึงจะเห็นผลเรื่องอาการตาล้า?

A: การดูแลแบบโภชนาการต้องใช้เวลาและขึ้นกับความสม่ำเสมอ ความเข้มข้นของสารสกัด และพฤติกรรมการใช้หน้าจอของแต่ละคน แต่โดยทั่วไปจะเริ่มรู้สึกถึงความสบายตาและความชุ่มชื้นของดวงตามากขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์ของการทานอย่างต่อเนื่อง

Q: สารสกัดจากเบอร์รี่ช่วยป้องกันแสงสีฟ้าจากมือถือได้จริงไหม?

A: สารสกัดเบอร์รี่เองไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนฟิล์มกันแสง แต่สารสำคัญอย่างลูทีนและซีแซนทีนที่มักพบในผลิตภัณฑ์กลุ่มเบอร์รี่สกัดเข้มข้น ทำหน้าที่เหมือนแว่นกันแดดธรรมชาติภายในจอประสาทตา ช่วยกรองแสงสีฟ้าและลดการทำลายเซลล์รับภาพ

Q: ใครบ้างที่ควรเริ่มดูแลดวงตาด้วยสารสกัดเบอร์รี่เข้มข้น?

A: เหมาะกับคนที่ใช้หน้าจอหนักเป็นประจำ เช่น พนักงานออฟฟิศ เกมเมอร์ ฟรีแลนซ์ นักเรียน นักศึกษา คนที่อยู่ห้องแอร์ทั้งวัน ผู้ที่มีอาการตาแห้งหรือตาล้าซ้ำ ๆ และผู้สูงอายุที่อยากดูแลสุขภาพตาเชิงป้องกัน แต่ถ้ามีอาการมองเห็นผิดปกติชัดเจน มองภาพบิดเบี้ยว ปวดตามาก หรือสายตาลดลงเร็ว ควรพบจักษุแพทย์ก่อน ไม่ควรพึ่งอาหารเสริมอย่างเดียว