ผิวสวย ข้อต่อแข็งแรง! ทำความรู้จักคอลลาเจน 3 ชนิดที่ร่างกายใช้มากที่สุด!

คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนรูปแบบหนึ่งที่พบมากที่สุดในร่างกายของคนเรา คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย ทำหน้าที่เสมือนโครงสร้างหลักที่คอยพยุงและเชื่อมโยงเนื้อเยื่อต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง ข้อต่อ เอ็น กล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเลือด รวมไปถึงอวัยวะภายในหลายส่วน

หากเปรียบกับอาคาร คอลลาเจนก็คือโครงเหล็กที่ช่วยให้โครงสร้างแข็งแรง ยืดหยุ่น และไม่พังทลายง่าย เมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะหลังอายุ 25 ปีขึ้นไป ร่างกายจะเริ่มสร้างคอลลาเจนได้น้อยลงอย่างเรื่อย ๆ ส่งผลให้เกิดปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอย ข้อต่อฝืด เจ็บข้อ หรือการเคลื่อนไหวไม่คล่องตัว

คอลลาเจนมีมากมายหลายชนิด แต่มีคอลลาเจน 3 ชนิด ที่ร่างกายใช้งานมากที่สุด และมีบทบาทสำคัญต่อผิวและระบบโครงสร้างโดยรวม ได้แก่ คอลลาเจนชนิดที่ 1, 2 และ 3 ซึ่งบทความนี้จะพาคุณไปรู้จักคอลลาเจนทั้ง 3 ชนิดแบบละเอียด เข้าใจง่าย และสามารถนำไปใช้เลือกดูแลสุขภาพได้อย่างตรงจุด

Collagen (คอลลาเจน) คืออะไร

คอลลาเจน (Collagen) คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้จากกรดอะมิโน (Amino Acids) โดยเฉพาะไกลซีน (Glycine), โพรลีน (Proline) และไฮดรอกซีโพรลีน (Hydroxyproline) ซึ่งจะรวมตัวกันเป็นเส้นใยคอลลาเจน ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นแก่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกาย

คอลลาเจนพบมากในผิวหนัง ข้อต่อ กระดูก เอ็น เส้นเลือด และอวัยวะภายในบางส่วน ความพิเศษของคอลลาเจนคือช่วยให้เนื้อเยื่อมีความแข็งแรงแต่ยืดหยุ่น ไม่เปราะหรือฉีกขาดง่าย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคอลลาเจนถึงมีความสำคัญต่อความสวยงามภายนอกและสุขภาพภายใน

ทำไมเราถึงขาดคอลลาเจนไม่ได้

คอลลาเจนไม่ใช่ช่วยแค่เรื่องความงาม ผิวสวยเท่านั้น แต่เป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานหลายระบบในร่างกาย หากขาดคอลลาเจนหรือมีปริมาณไม่เพียงพอ จะส่งผลกระทบตั้งแต่ระดับผิวหนังไปจนถึงระบบโครงสร้างและการเคลื่อนไหว

คอลลาเจนช่วยรักษาความแข็งแรงของข้อต่อ ลดแรงเสียดทานระหว่างกระดูก ช่วยให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างราบรื่น อีกทั้งยังช่วยให้ผิวหนังอุ้มน้ำได้ดี เต่งตึง และดูอ่อนเยาว์ นอกจากนี้ คอลลาเจนยังมีบทบาทต่อการสมานแผล การฟื้นฟูเนื้อเยื่อ และความแข็งแรงของหลอดเลือดอีกด้วย

เรียกว่าร่างกายไม่สามารถขาดคอลลาเจนได้ เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง ก็ควรทานอาหารที่มีคอลลาเจนเพิ่มขึ้น หรือควรทานคอลลาเจนเสริมเพิ่มด้วย

คอลลาเจน 3 ชนิดหลัก ได้แก่ ชนิดที่ 1, 2, และ 3 เพราะคอลลาเจนทั้งสามชนิดนี้มีบทบาทครอบคลุมระบบสำคัญของร่างกายมากที่สุด ตั้งแต่ผิวพรรณ ความอ่อนเยาว์ ระบบกระดูกและข้อ ไปจนถึงการเคลื่อนไหวและการฟื้นฟูร่างกาย

หากร่างกายขาด Collagen (คอลลาเจน) จะเกิดอะไรขึ้น?

เมื่อร่างกายมีคอลลาเจนไม่เพียงพอ ผลกระทบจะไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดใดจุดหนึ่ง แต่จะค่อย ๆ แสดงออกในหลายระบบพร้อมกัน เนื่องจากคอลลาเจนเป็นโปรตีนโครงสร้างหลักที่เชื่อมโยงอวัยวะและเนื้อเยื่อต่าง ๆ เข้าด้วยกัน

  • ในด้านผิวหนัง อาการที่พบได้บ่อยคือผิวแห้ง ขาดความยืดหยุ่น ผิวบางลง เกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา ร่องแก้ม และหน้าผาก ผิวจะสูญเสียความสามารถในการกักเก็บน้ำ ทำให้ดูหมองคล้ำ ไม่กระจ่างใส แม้จะทาครีมบำรุงเป็นประจำก็ตาม
  • สำหรับเส้นผมและเล็บ การขาดคอลลาเจนอาจทำให้ผมขาดหลุดร่วงง่าย เส้นผมดูอ่อนแอ เปราะบาง เล็บฉีก หัก หรือแตกเป็นชั้นได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าร่างกายขาดโปรตีนโครงสร้างที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์ใหม่
  • ในระบบกระดูกและข้อ การขาดคอลลาเจนจะส่งผลให้กระดูกอ่อนเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ข้อต่อขาดความยืดหยุ่น เกิดอาการข้อฝืด ปวดข้อ หรือมีเสียงดังขณะเคลื่อนไหว หากปล่อยไว้ในระยะยาว อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะข้อเสื่อม (Osteoarthritis) และการบาดเจ็บจากการใช้งานร่างกาย

นอกจากนี้ คอลลาเจนยังมีบทบาทต่อเส้นเลือดและอวัยวะภายใน การขาดคอลลาเจนอาจทำให้ผนังหลอดเลือดอ่อนแอ ความยืดหยุ่นลดลง ส่งผลต่อการไหลเวียนโลหิต และทำให้ร่างกายฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บหรือแผลต่าง ๆ ได้ช้าลง

คอลลาเจนมีทั้งหมดกี่ไทป์ ช่วยในเรื่องอะไรบ้าง?

คอลลาเจน (Collagen) ในร่างกายมนุษย์ไม่ได้มีเพียงชนิดเดียวอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ในความเป็นจริง นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่ามีคอลลาเจนมากกว่า 28 – 29 ไทป์ ซึ่งแต่ละไทป์มีโครงสร้าง หน้าที่ และตำแหน่งการทำงานที่แตกต่างกันออกไป เพื่อรองรับการทำงานของอวัยวะและเนื้อเยื่อในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย

อย่างไรก็ตาม คอลลาเจนแต่ละไทป์ไม่ได้มีความสำคัญเท่ากันทั้งหมด ในทางโภชนาการและการดูแลสุขภาพ มักจะให้ความสำคัญกับคอลลาเจนบางชนิดเป็นหลัก โดยเฉพาะคอลลาเจนที่พบมากและถูกใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของคอลลาเจนทั้งหมดในร่างกาย

ภาพรวมของคอลลาเจนแต่ละไทป์ 

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน คอลลาเจนสามารถแบ่งบทบาทตามการใช้งานหลัก ๆ ได้ดังนี้

  • คอลลาเจนเพื่อผิวพรรณและโครงสร้างร่างกาย เช่น คอลลาเจนชนิดที่ 1 (Type I) และชนิดที่ 3 (Type III) ซึ่งเกี่ยวข้องกับผิวหนัง ความยืดหยุ่น ความแข็งแรงของเส้นผม เล็บ เส้นเลือด และอวัยวะภายใน
  • คอลลาเจนเพื่อข้อต่อและการเคลื่อนไหว เช่น คอลลาเจนชนิดที่ 2 (Type II) ซึ่งพบมากในกระดูกอ่อน ทำหน้าที่ลดแรงเสียดทานและแรงกระแทกระหว่างข้อต่อ
  • คอลลาเจนเฉพาะทาง เช่น คอลลาเจนชนิดที่ 4 (Type IV) และชนิดที่ 5 (Type V) ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงสร้างชั้นฐานของผิว (Basement Membrane) และการพัฒนาเนื้อเยื่อบางชนิด แม้จะมีความสำคัญ แต่พบในปริมาณน้อยกว่า และมักไม่ใช่จุดโฟกัสหลักในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วไป
คอลลาเจน 3 ชนิด ชนิดที่ 1 และ 3 ทำงานร่วมกันในเรื่องผิวหนัง ความยืดหยุ่น และโครงสร้างของเนื้อเยื่อ ในขณะที่คอลลาเจนชนิดที่ 2 จะดูแลในส่วนของข้อต่อและกระดูกอ่อนโดยเฉพาะ

ทำไมจึงมักพูดถึง “คอลลาเจน 3 ชนิด” มากที่สุด

เหตุผลที่บทความด้านสุขภาพและผลิตภัณฑ์อาหารเสริมมักเน้นไปที่ คอลลาเจน 3 ชนิดหลัก ได้แก่ ชนิดที่ 1, 2, และ 3 เพราะคอลลาเจนทั้งสามชนิดนี้มีบทบาทครอบคลุมระบบสำคัญของร่างกายมากที่สุด ตั้งแต่ผิวพรรณ ความอ่อนเยาว์ ระบบกระดูกและข้อ ไปจนถึงการเคลื่อนไหวและการฟื้นฟูร่างกาย

คอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 ทำงานร่วมกันในเรื่องผิวหนัง ความยืดหยุ่น และโครงสร้างของเนื้อเยื่อ ในขณะที่คอลลาเจนชนิดที่ 2 จะดูแลในส่วนของข้อต่อและกระดูกอ่อนโดยเฉพาะ การได้รับคอลลาเจนที่ครอบคลุมทั้ง 3 ชนิด จึงช่วยดูแลร่างกายได้แบบองค์รวม ไม่เน้นเพียงแค่ผิวสวยภายนอก แต่รวมถึงความแข็งแรงและการเคลื่อนไหวจากภายในด้วย

ด้วยเหตุนี้ หากพูดถึงการดูแลสุขภาพและความงามในระยะยาว การทำความเข้าใจว่า คอลลาเจนมีหลายไทป์ และเลือกให้ตรงกับความต้องการของร่างกาย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

คอลลาเจนชนิดที่ 1 (Type I): ผิว เส้นผม เล็บ และกระดูก

  • หน้าที่

คอลลาเจนชนิดที่ 1 เป็นคอลลาเจนหลักที่พบมากที่สุดในร่างกาย มีโครงสร้างเส้นใยที่แข็งแรง ทำหน้าที่เสริมความแข็งแรงให้กับผิวหนัง กระดูก เส้นผม และเล็บ ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น กระชับ และทนต่อการยืดหดของผิวในชีวิตประจำวัน

ในด้านผิวพรรณ คอลลาเจนชนิดที่ 1 มีส่วนช่วยลดการเกิดริ้วรอย ทำให้ผิวดูเรียบเนียน เต่งตึง และดูอ่อนเยาว์ขึ้น เมื่อร่างกายมีคอลลาเจนชนิดนี้เพียงพอ ผิวจะฟื้นตัวได้ดีหลังเผชิญแสงแดด มลภาวะ หรือความเครียด

สำหรับกระดูก คอลลาเจนชนิดที่ 1 ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานให้แร่ธาตุอย่างแคลเซียมและฟอสฟอรัสมาเกาะ จึงช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความหนาแน่นของกระดูก ลดความเสี่ยงกระดูกเปราะหรือกระดูกหักได้ง่าย

  • เหมาะกับใคร

เหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแลผิวพรรณ ชะลอวัย ผู้ที่มีผิวแห้ง หย่อนคล้อย หรือผู้ที่ต้องการเสริมความแข็งแรงของกระดูกและเล็บ

  • แหล่งอาหาร

พบมากในหนังปลา หนังไก่ กระดูกอ่อน น้ำซุปกระดูก และปลาทะเล

คอลลาเจนชนิดที่ 2 (Type II): ข้อต่อ กระดูกอ่อน และการเคลื่อนไหว

  • หน้าที่

คอลลาเจนชนิดที่ 2 เป็นคอลลาเจนหลักที่พบในกระดูกอ่อน (Cartilage) โดยเฉพาะบริเวณข้อต่อ ทำหน้าที่ช่วยรองรับแรงกด แรงกระแทก และลดแรงเสียดทานระหว่างกระดูก ทำให้ข้อต่อสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างลื่นไหล

คอลลาเจนชนิดนี้ช่วยรักษาความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นของกระดูกอ่อน หากมีในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยชะลอการเสื่อมของข้อ ลดอาการปวด ข้อตึง หรืออาการอักเสบที่เกิดจากการใช้งานข้อซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ คอลลาเจนชนิดที่ 2 ยังมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นฟูข้อต่อหลังการออกกำลังกายหรือการบาดเจ็บ ช่วยให้การเคลื่อนไหวกลับมาเป็นปกติได้เร็วขึ้น

  • เหมาะกับใคร

เหมาะกับผู้สูงอายุ ผู้ที่ออกกำลังกายหนัก นักกีฬา หรือผู้ที่มีอาการปวดข้อ ข้อเสื่อม

  • แหล่งอาหาร

พบในกระดูกอ่อน ข้อไก่ ซุปกระดูกอ่อน และกระดูกหมู

คอลลาเจนชนิดที่ 3 (Type III): ผิว เส้นเลือด กล้ามเนื้อ และอวัยวะภายใน

  • หน้าที่

คอลลาเจนชนิดที่ 3 มักทำงานควบคู่กับคอลลาเจนชนิดที่ 1 พบมากในผิวหนัง เส้นเลือด กล้ามเนื้อ และอวัยวะภายใน มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของเนื้อเยื่อที่ต้องมีการขยายและหดตัวอยู่ตลอดเวลา

ในด้านผิวพรรณ คอลลาเจนชนิดที่ 3 ช่วยให้ผิวดูอิ่มฟู มีความยืดหยุ่น และดูสุขภาพดีจากภายใน โดยเฉพาะในผิววัยหนุ่มสาว ซึ่งจะมีสัดส่วนคอลลาเจนชนิดนี้ค่อนข้างสูง

สำหรับระบบไหลเวียนโลหิต คอลลาเจนชนิดที่ 3 ช่วยเสริมความแข็งแรงของผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นดี ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดที่มีประสิทธิภาพ และช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาเกี่ยวกับเส้นเลือดในระยะยาว

  • เหมาะกับใคร

เหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพผิวจากภายใน ผู้ที่ต้องการเสริมความยืดหยุ่นของหลอดเลือด และผู้ที่ฟื้นฟูร่างกายหลังการเจ็บป่วย

  • แหล่งอาหาร

พบในเนื้อสัตว์ เครื่องใน และน้ำซุปกระดูก

ปริมาณที่ควรทานต่อวัน

ปริมาณคอลลาเจนที่เหมาะสมต่อวันอาจแตกต่างกันไปตามอายุ ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายในการดูแลสุขภาพ โดยทั่วไป งานวิจัยและคำแนะนำด้านโภชนาการมักแนะนำให้รับประทานคอลลาเจนในช่วงประมาณ 2,500 – 10,000 มิลลิกรัมต่อวัน

สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลผิวพรรณเป็นหลัก เช่น ลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ปริมาณประมาณ 2,500 – 5,000 มิลลิกรัมต่อวันถือว่าเพียงพอและเหมาะสม หากเป็นผู้ที่ต้องการดูแลข้อต่อ กระดูก หรือมีการใช้งานร่างกายหนัก ออกกำลังกายเป็นประจำ อาจพิจารณาปริมาณที่สูงขึ้นในช่วง 5,000 – 10,000 มิลลิกรัมต่อวัน

เพื่อให้ร่างกายดูดซึมคอลลาเจนได้ดี ควรรับประทานร่วมกับวิตามินซี (Vitamin C) ซึ่งมีบทบาทในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ และควรรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนทั้งในด้านผิวพรรณและสุขภาพข้อต่อ

Super You – ซูเปอร์ เคลียร์ คอลลาเจน คอลลาเจนที่ให้คุณได้มากกว่า รวมสารสกัด และวิตามินกว่า 16 ชนิดในซองเดียว ครบจบเรื่อง “ผม ผิว เล็บ หน้า สิว”

คอลลาเจน ช่วยในเรื่องผิว ประกอบไปด้วยคอลลาเจน 3 ชนิ คอมเพล็กซ์ ทั้งคอลลาเจนไดเปปไทด์ คอลลาเจนไตรเปปไทด์ และคอลลาเจนเปปไทด์ จาก Wellnex ประเทศญี่ปุ่น

Super You – ซูเปอร์ เคลียร์ คอลลาเจน

Super You – ซูเปอร์ เคลียร์ คอลลาเจน คอลลาเจนที่ให้คุณได้มากกว่า รวมสารสกัด และวิตามินกว่า 16 ชนิดในซองเดียว ครบจบเรื่อง “ผม ผิว เล็บ หน้า สิว”

คอลลาเจน ช่วยในเรื่องผิว ประกอบไปด้วยคอลลาเจน 3x คอมเพล็กซ์ ทั้งคอลลาเจนไดเปปไทด์ คอลลาเจนไตรเปปไทด์ และคอลลาเจนเปปไทด์ จาก Wellnex ประเทศญี่ปุ่น

ปริมาณคอลลาเจน  10,000 มิลลิกรัม/ซอง

มาพร้อมอาหารผิวอีก 6,000 มิลลิกรัม/ซอง ช่วยให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น กระจ่างใสประกอบด้วย

  • สารสกัดซากุระจากประเทศญี่ปุ่นช่วยให้ผิวกระจ่างใส ลดความหมองคล้ำ
  • วิตามินซี วิตามิน B วิตามิน B3
  • กลูต้าและสารตั้งต้นกลูต้า
    • L- GLUTATHIONE 250 mg
    • L- CYSTEINE 500 mg
    • L- GLUTAMINE 300 mg
    • L- GLYCINE 100 mg

0% น้ำตาล 0% ไขมัน 0% โซเดียม มีการรับรองมาตรฐาน ได้รับ อย. และตราฮาลาล